ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2563

  • 22 July, 2020
  • อัญชัน ทรงพุทธิ์
รถโดยสารประจำทางสาย 97 ในนครไทจง โชเฟอร์ปฏิเสธรับผู้โดยสารที่กลิ่นน้ำหอมฉุนเกินไป โดนปรับ 5,000 เหรียญไต้หวัน

1. เตือนเล่นน้ำ-จับปลา ระวังอันตราย! 1 ปีที่ผ่านมามีแรงงานต่างชาติเล่นน้ำหรือจับปลา จมน้ำเสียชีวิตแล้วร่วม 10 คน

            ช่วงบ่ายวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา แรงงานฟิลิปปินส์กลุ่มหนึ่งไปเล่นน้ำที่หาดทรายซินเยวี่ยซาวาน (新月沙灣) ในซินจู๋ ซึ่งเป็นหาดมรายอันตราย ในจำนวนนี้ มี 2 คนที่จมน้ำหายไป เพื่อนๆ รีบโทรศัพท์กลับโรงงานและแจ้งความ หน่อยกู้ภัยไปถึงพบ 1 ในจำนวนนี้ว่ายกลับเข้าฝั่งอย่างปลอดภัย อีกคนหนึ่ง หลังค้นหานานประมาณ 1 ชั่วโมง พบร่างที่ไม่มีสัญญาณชีพแล้ว รีบนำกลับเข้าฝั่งทำการปั๊มหัวใจกู้ชีพ จากนั้นนำส่งโรงพยาบาล โชคดีที่แพทย์สามารถกู้ชีวิตให้หัวใจกลับมาเต้นตามปกติได้อีกครั้ง

หาดทรายซินเยวี่ยซาวานเป็นหาดอันตราย มีป้ายเตือนห้ามลงเล่นน้ำปักไว้

            ก่อนหน้านี้ เมื่อ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็มีแรงงานเวียดนามในไทจงรายหนึ่งไปเล่นน้ำในแม่น้ำ ซึ่งไหลเชี่ยวและลึกถึง 3 เมตร ทำให้จมน้ำหายไป เพื่อนอีก 2 คนตกใจรีบขอความช่วยเหลือจากชายชาวไต้หวันที่ตกปลาอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกล ช่วยโทรศัพท์แจ้งความ ไม่นานหน่วยกู้ภัยมาถึงออกค้นหา จนถึงหัวค่ำ จึงพบศพผู้ตายห่างจากจุดเกิดเหตุค่อนข้างไกล  

แรงงานฟิลิปปินส์ลงเล่นน้ำที่หาดทรายซินเยวี่ยซาวานจมน้ำไร้สัญญาณชีพ แต่แพทย์ช่วยกู้ชีวิตกลับมาได้

            แรงงานชาติอื่นๆ นิยมไปเล่นน้ำตามแม่น้ำ ทะเล ซึ่งมีความลึกและไหลเชี่ยว หรืออาจมีคลื่นลมแรงหรือมีคลื่นทะเลย้อนกลับที่เรียกกันว่าคลื่นทะเลดูด เสี่ยงเสียชีวิต ส่วนแรงงานไทยบางคน มักจะใช้ยามว่างจากการทำงาน ไปจับปลาตามห้วยหนองคลองบึง โดยหารู้ไม่ว่า เป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากไม่คุ้นกับสภาพแวดล้อมแล้ว สภาพอากาศที่แปรปรวนบ่อย อาจทำให้แม่น้ำลำคลองเกิดน้ำป่าไหลหลากได้ง่าย ในไต้หวันเนื่องจากมีโรงงานตั้งกันดาษดื่น แม่น้ำลำคลองหรือคลองระบายน้ำ มักจะมีโลหะหนักและสารเคมีปนเปื้อนค่อนข้างสูง หากจับสัตว์น้ำขึ้นมาเป็นอาหาร จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษตกค้าง ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ จึงเตือนมาด้วยความหวังดีว่า หลีกเลี่ยงไปในสถานที่อันตรายดังกล่าว  หากจะทานปลาหรือสัตว์เลี้ยงชนิดไหนก็ตาม ควรหาซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ต  ร้านขายส่งขนาดใหญ่ ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพและถูกหลักอนามัย อีกทั้งราคาไม่แพงปลอดภัยกว่า

1 ปีที่ผ่านมามีแรงงานต่างชาติเล่นน้ำหรือจับปลา จมน้ำเสียชีวิตแล้วร่วม 10 คน

2. น่าชื่นชม รพ.ในฮัวเหลียนสอนวิธีทำ CPR ที่ถูกต้องให้แก่แรงงานไทย ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

            แรงงานต่างชาติเกิดอุบัติเหตุในอัตราสูงกว่าคนท้องถิ่น โดยเฉพาะแรงงานไทย ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานกับเครื่องจักร จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ ปี 2561 แรงงานต่างชาติในไต้หวัน ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานสูงถึง 1,568 คน/ครั้ง เฉลี่ยทุก 2 ชั่วโมง จะมีแรงงานต่างชาติเกิดอุบัติจากการทำงาน 1 ครั้ง และทุก 2 วัน จะมีแรงงานต่างชาติประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต พิการหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน 1 คน ตัวเลขตั้งแต่ปี 2551-2561 สัดส่วนที่แรงงานต่างชาติประสบอุบัติเหตุจากการทำงานสูงกว่าแรงงานท้องถิ่นร่วม 2 เท่าตัว

รพ.ในฮัวเหลียนสอนวิธีทำ CPR ที่ถูกต้องให้แก่แรงงานไทยในโรงงานแปรรูปหินอ่อนแห่งหนึ่ง

            หากแรงงานต่างชาติรู้วิธีทำ CPR ที่ถูกต้อง จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงได้มาก ด้วยเหตุนี้ แผนกส่งเสริมสุขภาพชุมชนของ รพ.Mennonite Christian Hospital ในฮัวเหลียน จึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่การพยาบาลออกไปสอนและสาธิตวิธีทำ CPR ที่ถูกต้องให้แก่แรงงานต่างชาติตามโรงงานต่างๆ แห่งแรกที่ไปเป็นโรงงานแปรรูปหินอ่อน มีแรงงานไทยหลายสิบคนเข้าร่วมการฝึกอบรม หลังผ่านการอบรม ทำให้แรงงานไทยกลุ่มนี้ มีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเมื่อประสบอุบัติเหตุ

รพ.ในฮัวเหลียนสอนวิธีทำ CPR ที่ถูกต้องให้แก่แรงงานไทยในโรงงานแปรรูปหินอ่อนแห่งหนึ่ง

            ทั้งนี้ การทำ CPR คือวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ช่วยคืนชีวิตแก่ผู้ประสบเหตุมานักต่อนัก ดังนั้นขั้นตอนการทำ CPR ที่ถูกต้องจึงควรเป็นความรู้ที่น่าจะติดตัวเราทุกคนไว้บ้าง เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และอาจมีบางสถานการณ์ที่เราต้องพบเห็นผู้ประสบเหตุหมดสติ หัวใจหยุดเต้น เช่น คนจมน้ำ คนถูกไฟดูด สูดดมก๊าซพิษ ควันพิษ ช็อกเพราะเสียเลือดมาก หรือผู้ประสบเหตุที่หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ตาม ดังนั้นหากเรามีโอกาสและความรู้พอที่จะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์หรือแม้กระทั่งคนใกล้ตัวได้

มีการจัดทำหลักสูตรเป็นภาษาไทยด้วย

            ขอแสดงความชื่นชมต่อ รพ.Mennonite Christian Hospital ที่ออกสอนการปฐมพยาบาลและวิธีทำ CPR ในเชิงรุก ช่วยให้แรงงานต่างชาติรู้วิธีช่วยเหลือตนเองและเพื่อนร่วมงานเมื่อประสบอันตราย

หลังผ่านการอบรม แรงงานไทยมีความมั่นใจมากขึ้น หากเพื่อนร่วมงานประสบอุบัติเหตุ

3. ค่าหัวคิวแพงคนละประมาณ 200,000 เหรียญไต้หวัน บจง. นำเข้าแรงงานเวียดนาม 1 คน ได้กำไรเท่ากับนำเข้าแรงงานไทย 3 คน ต้นเหตุการหลบหนีและลักลอบเข้าไต้หวันในรูปมนุษย์เรือ

            แรงงานเวียดนามที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ต้องเสียค่าบริการจัดหางานและค่าใช้จ่ายที่เรียกกันว่าค่าหัวคิว คนละประมาณ 6,000-7,500 ดอลล่าร์สหรัฐ (รัฐบาลกำหนดที่ 4,000 ดอลล่าร์สหรัฐ) หรือเฉลี่ยประมาณ 200,000 เหรียญไต้หวัน เมื่อเดินทางเข้าสู่ไต้หวันแล้ว รายได้ไม่พอชำระหนี้สินที่กู้ยืมมา ประกอบกับญาติหรือคนบ้านเดียวกันที่เป็นมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนมาก ทำให้มีที่ไป อัตราการหลบหนีจึงสูงมาก และถูกตรวจพบส่งกลับประเทศในจำนวนที่สูงกว่าชาติอื่น

ชาวเวียดนามนิยมจ่ายค่าหัวคิวสูงลักลอบเข้าไต้หวันโดยทางเรือประมง

            แรงงานผิดกฎหมายเมื่อถูกส่งกลับประเทศแล้ว จะไม่สามารถกลับเข้าสู่ไต้หวันตามช่องทางปกติได้อีก จึงจ่ายเงินให้แก่ขบวนการค้ามนุษย์ในอัตราคนละ 7,500 ดอลล่าร์สหรัฐขึ้นไป แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาด การเดินทางเข้าไต้หวันมีการตรวจเข้มเป็นพิเศษ ทำให้ค่าหัวคิวลักลอบเข้าไต้หวันโดยทางเรือประมงพุ่งสูงถึง 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เมื่อจ่ายค่าหัวกว่า 300,000 บาทแล้ว ใช่ว่าจะเข้าไต้หวันได้อย่างปลอดภัย อาจเกิดอุบัติเหตุเรืออับปางเอาชีวิตมาทิ้งกลางทะเล หรือถูกตรวจพบก่อนขึ้นฝั่ง ทำให้ทั้งเสี่ยงอันตรายและอาจสูญเสียเงินทอง

สาวเวียดนามรายนี้ลักลอบเข้าไต้หวันโดยทางเรือ 2 ครั้ง จ่ายค่าหัวคิวครั้งละ 7,500 ดอลล่าร์สหรัฐ ถูกจับทั้งสองครั้ง

ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ชาวเวียดนามลักลอบเข้าสู่ไต้หวันโดยทางเรือน้อยลง แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

4. กลิ่นหอมเป็นเหตุ! โชเฟอร์รถประจำทางถูกปรับ 5,000 เหรียญ ฐานปฏิเสธรับผู้โดยสารแรงงานต่างชาติ อ้างรับไม่ได้กับกลิ่นฉุน

            โชเฟอร์รถโดยสารประจำทางที่เขตต้าเจี่ย นครไทจง มีพฤติกรรมไม่สุภาพ ไล่ผู้โดยสารแรงงานสาวฟิลิปปินส์ 3 คน ที่ขึ้นรถหน้านิคมอุตสาหกรรมโย่วสือลงจากรถ โดยอ้างว่า 1 ในจำนวนนี้ มีกลิ่นหอมแปลกๆ ฉุนเกินไป ทำให้ตนเกิดอาการแพ้รับไม่ได้ พฤติกรรมของโชเฟอร์รายนี้ ถูกผู้โดยสารชาวไต้หวันคนอื่นๆ ใช่มือถือถ่ายคลิปโพสต์บนสื่อโซเชียลและส่งฟ้องกองการขนส่งสาธารณะ รัฐบาลนครไทจง หลังตรวจสอบแล้ว พบว่าโชเฟอร์รายนี้ มีอาการแพ้กลิ่นหอมบางชนิดจริง แต่เนื่องจากการปฏิเสธรับผู้โดยสารเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบในสัญญาการให้บริการผู้โดยสารระหว่างบริษัทขนส่งกับรัฐบาลนครไทจง จึงลงโทษปรับบริษัทขนส่งต้นสังกัดและปรับเงินโชเฟอร์รายนี้เป็นเงิน 5,000 เหรียญ พร้อมคาดโทษไว้ และสั่งให้บริษัทขนส่งย้ายโชเฟอร์รายนี้ไปขับรถโดยสารประจำทางเส้นทางที่ไม่มีแรงงานต่างชาติแทน

รถโดยสารประจำทางสายนี้แหละ ที่โชเฟอร์ปฏิเสธรับผู้โดยสารที่กลิ่นน้ำหอมฉุนเกินไป โดนปรับ 5,000 เหรียญไต้หวัน

            ข่าวนี้ ทำให้ชาวเน็ตในไต้หวัน แสดงความเห็นต่างๆ นาๆ บ้างก็บอกว่า ไม่คุ้นเคยกลิ่นน้ำหอมของแรงงานต่างชาติเช่นกัน บางคนบอกว่า นั่นไม่ใช่น้ำหอม แต่เป็นกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่แรงงานต่างชาตินำมาจากบ้านเกิด ขณะที่บางคนแนะนำว่า หากแพ้กลิ่นน้ำหอม ควรใส่หน้ากากอนามัยหรือเปิดหน้าต่างรถ จะช่วยบรรเทาปัญหาลงได้มาก

ชาวไต้หวันจำนวนหนึ่งไม่คุ้นเคยกลิ่นน้ำหอมของแรงงานต่างชาติ แต่จะไม่แสดงออกเหมือนกับโชเฟอร์รายนี้

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง