ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563

  • 23 October, 2020
  • อโศก ศรีจันทร์
ทางด่วนสายที่ 1 ช่วงเป๋ยโต่ว เมืองหยุนหลิน

1. ก.แรงงาน เผยปีงบประมาณ 2563 แรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศ 58,673 คน ไต้หวันมากสุด 16,465 คน สร้างรายได้กว่า 2 แสนล้านบาท

       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของไทย เผยปีงบประมาณ 2563 ระหว่างเดือนตุลาคม 2562 – กันยายน 2563 จัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศแล้ว 58,673 คน และประมาณการรายได้ที่แรงงานไทยในต่างประเทศส่งกลับบ้าน ผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทยมีจำนวน 200,254 ล้านบาท

       นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นับจากช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศในภาพรวม  เนื่องจากหลายประเทศที่เป็นเป้าหมายในการเดินทางไปทำงานของแรงงานไทย ชะลอการรับคนต่างชาติเข้าประเทศ ทำให้การพิจารณาจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศนั้น กระทรวงแรงงานต้องคำนึงถึงความปลอดภัย และประโยชน์ที่แรงงานไทยจะได้รับเป็นอันดับแรก แต่จากการที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี  ทำให้แรงงานไทยซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีวินัยในการทำงานและมีทักษะฝีมือดี มีโอกาสในการไปทำงานต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากเป็นประเทศลำดับแรกๆ ที่ตลาดแรงงานในต่างประเทศต้องการ  จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน พบว่า ในปีงบประมาณ 2563 ระหว่างเดือนตุลาคม 2562 – กันยายน 2563 ได้จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศแล้ว 58,673 คน  โดยเดินทางไปทำงานที่ไต้หวันมากที่สุด จำนวน 16,465 คน รองลงมาเป็นสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 6,082 คน ญี่ปุ่น จำนวน 5,573 คน มาเลเซีย จำนวน 5,068 คน อิสราเอล จำนวน 3,353 คน และประเทศอื่นๆ 27,200 คน  ซึ่งรายได้ที่แรงงานไทยในต่างประเทศส่งกลับบ้าน ผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย มีมูลค่าถึง 200,254 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2563 แรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศ 58,673 คน ไต้หวันมากสุด 16,465 คน สร้างรายได้กว่า 2 แสนล้านบาท

       ด้าน นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การไปทำงานต่างประเทศ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีทั้งหมด 5 วิธี  คือ 1.การเดินทางไปทำงานต่างประเทศด้วยตนเอง 2.การเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยบริษัทจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง 3.การเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยกรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง ได้แก่ โครงการจ้างตรง :ไต้หวัน โครงการ IM : ประเทศญี่ปุ่น โครงการ EPS: เกาหลี โครงการ TIC ประเทศอิสราเอล  4.นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงานในต่างประเทศ และ 5.นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

       กรมการจัดหางานกล่าวเตือนแรงงานไทยที่สนใจจะไปทำงานในต่างประเทศว่า ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจและเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด  สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ 1-10  หรือที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

แรงงานไทยรับการอบรมก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

       สำหรับสถิติของกระทรวงแรงงานไต้หวัน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศประสบอุปสรรค แรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ลดลงอย่างรวดเร็ว ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันมีจำนวน 699,154 คน เทียบกับ 719,487 คน ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 คนลดลง 20,333 คน หรือลดลงในอัตราส่วน 2.8% โดยแรงงานต่างชาติเหล่านี้ ทำงานอยู่ในภาคการผลิต 444,251 คน ส่วนภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่ผู้อนุบาลและผู้ช่วยงานบ้าน 254,903 คน

       เมื่อจำแนกตามสัญชาติ แรงงานอินโดนเซียมีจำนวนมากที่สุด 267,260 คน ตามด้วยแรงงานเวียดนาม มีจำนวน 222,907 คน อันดับ 3 คือฟิลิปปินส์ 152,622 คน ส่วนแรงงานไทยลดลงเหลือ 56,359 คน

ไต้หวันยังคงเป็นตลาดแรงงานต่างประเทศใหญ่สุดของแรงงานไทย

2. สุราพาตายอีกแล้ว! คนงานไทยเมาขี่จักรยานตกร่องระบายน้ำตายน้ำตื้นอีกราย นายจ้างบ่นเหนื่อยหน่ายกับแรงงานไทยบางคนดื่มจัดเมาตลอด โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เช้าวันจันทร์ยังเมาค้างเข้าทำงานเกรงจะเกิดอุบัติเหตุ

       เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ซึ่งเป็นวันหยุดฉลองวันชาติไต้หวันที่ผ่านมา มีแรงงานไทยในไต้หวันประสบอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากเมาสุราหลายราย ในจำนวนนี้มีรายหนึ่ง ชื่อนายชาตรี หมันสิงห์ อายุ 41 ปี มาจากจังหวัดนครพนม ทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตผ้าใยแก้วที่ใช้ในอากาศยานและผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์กลาส ที่เขตหยางเหมย นครเถาหยวน ปีนกำแพงบริษัทหนีออกไปเที่ยวและดื่มเหล้าที่ผับ ขากลับปั่นจักรยานกลับคนเดียว รถจักรยานเสียหลักตกลงไปในร่องระบายน้ำข้างถนน ระดับน้ำสูงเพียง 20 ซม. เนื่องจากเมาและตกลงร่องระบายน้ำในท่าคว่ำ พลิกตัวไม่ได้และไม่มีใครเห็น จึงจมน้ำตาย รุ่งเช้ามีชาวบ้านไปออกกำลังกายเห็นคนงานไทยรายนี้นอนจมน้ำตายอยู่ในร่องข้างถนน จึงรีบโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจพร้อมด้วยอัยการมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นนายชาตรีนอนหน้าคว่ำในน้ำ จากการตรวจดูร่างกายและสถานที่เกิดเหตุ มีรถจักยานตกอยู่ข้างถนนคันหนึ่ง ตำรวจตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดข้างถนน พบว่าแรงงานไทยรายนี้ ก่อนเกิดเหตุได้ปั่นรถจักรยานสวนเลนไปตามถนนในสภาพส่ายไปมา ยังดีช่วงนั้นไม่มีรถยนต์สวนมา แต่ปั่นไปสักพักเกิดการเสียหลักและตกลงไปในคลอง จากการตรวจดูระดับแอลกอฮอล์ในเลือดและภาพวงจรปิดก่อนเกิดเหตุแล้ว อัยการยืนยันว่า แรงงานไทยรายนี้ เมาสุราตกลงไปในร่องระบายน้ำจมน้ำตายเอง ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

แรงงานไทยในไต้หวันประสบอุบัติเหตุจากการเมาสุราขี่จักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก

       โรงงานที่ผู้ตายทำงาน เป็นโรงงานขนาดใหญ่ ผลิตผ้าใยแก้วที่ใช้ในอากาศยานและผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์กลาส ว่าจ้างแรงงานไทยกว่า 100 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานหญิงไทย 26 คน นายจ้างกล่าวว่า แรงงานไทยส่วนใหญ่ทำงานขยันและให้ความร่วมมือดี แต่จะมีปัญหาในเรื่องดื่มสุราจัด บางคนเมาตลอด โดยเฉพาะวันหยุด นายจ้างกลัวแรงงานไทยเสียสุขภาพ และอาจเกิดอุบัติเหตุทั้งในขณะทำงานหรือนอกเวลาทำงาน มีการเตือนเป็นประจำแต่ไม่เป็นผล จึงกำหนดต้องกลับเข้าหอพักก่อน 3 ทุ่ม แต่ก็มีบางคนชอบปีนกำแพงหอพักออกไปเที่ยวและดื่มสุราในผับหรือร้านอาหาร ในคืนเกิดเหตุ นายชาตรีกลับเข้าหอพักตามกำหนดเวลาแล้ว แต่กับเพื่อนอีก 2-3 คน แอบปีนกำแพงออกไปดื่มสุราที่ผับอีก จนเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวขึ้น ได้แต่หวังว่า การตายของนายชาตรี อาจเป็นบทเรียนหรือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับแรงงานไทยรายอื่นๆ บ้าง อย่างไรก็ตาม นายจ้างได้ให้บริษัทจัดหางานโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายให้ทายาททราบเพื่อทำหนังสือมอบอำนาจให้นายจ้างและบริษัทจัดหางานจัดการศพและยื่นขอเงินสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันภัยต่อไปแล้ว

ตำรวจไต้หวันประชาสัมพันธ์เตือนแรงงานต่างชาติ ดื่มไม่ขับ

       แรงงานไทยเมาสุรา ขี่จักรยาน จักรยานไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ แล้วประสบอุบัติชนเสาไฟฟ้า ชนรถข้างถนน หรือรถเสียหลักตกลงไปในคลองเสียชีวิต หรือพิกลพการ เป็นข่าวให้ได้ยินเสมอ เฉพาะปีนี้ มีไม่ต่ำกว่า 10 รายแล้ว นอกจากนั้นยังมีที่ถูกจับเมาแล้วขับ ถูกลงโทษจำคุกหรือจ่ายค่าปรับในอัตราสูง ถูกส่งกลับประเทศ และยังมีที่ป่วยเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังจากการดื่มสุราจัดอีกจำนวนมาก ทั้งที่มีการเตือนเป็นประจำ แต่ไม่ได้ผล

       อย่างไรก็ตาม ยังจะขอย้ำเตือนกันว่า การดื่มเหล้า ส่งผลต่ออวัยวะในร่างกาย ทำให้สุขภาพย่ำแย่ ยังทำให้เกิดอุบัติเหตุอีกด้วย เพราะฉะนั้น ควรดื่มแต่พอดี ชั่งใจถึงผลได้ผลเสียไว้ด้วย จะเป็นการดีที่สุด

3. หวาดเสียว!  คนงานไทยไม่คุ้นทาง ปั่นจักรยานขึ้นทางด่วน โชคดีที่ตำรวจทางหลวงพาลงมาได้อย่างปลอดภัย แต่ถูกปรับ 3,000 เหรียญ

       เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของช่วงหยุดยาววันชาติ มีคนงานไทยทำงานอยู่ที่ภาคกลางรายหนึ่ง ถือโอกาสที่โรงงานหยุดงานปั่นจักรยานออกท่องเที่ยวชมวิว แต่เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับถนนหนทาง ปั่นจักรยานขึ้นทางต่างระดับที่เป๋ยโต่ว เมืองหยุนหลิน เข้าสู่ทางด่วนสายที่ 1 ช่วงขึ้นเหนือ และหาทางลงไม่ได้ จึงต้องปั่นตามรถยนต์ ในขณะนั้น การจราจรบนทางด่วนไมถึงกับหนาแน่น รถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาวิ่งด้วยความเร็วสูง 70-80 กม.ต่อชั่วโมง จัดได้ว่าอันตรายมาก ตัวคนงานไทยรายนี้ก็รู้สึกหวาดกลัว แต่หาทางลงจากทางด่วนไม่ได้ สุดท้ายใช้วิธีเดินจูงจักรยานบนไหลทางติดกับราวกั้นขอบทางด่วน ชาวไต้หวันที่ขับรถผ่านไปมาและเห็นเหตุการณ์อันน่าหวาดเสียวนี้ โทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจทางด่วนรีบขับรถตามไปบริเวณที่เกิดเหตุ จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 216.7 เห็นแรงงานไทยรายนี้ในอาการผวาเป็นอย่างอย่างยิ่ง จึงช่วยพาลงทางด่วนด้วยความปลอดภัย เมื่อลงจากทางด่วนได้แล้ว แรงงานไทยรายนี้จึงยิ้มออก ด้านตำรวจนอกจากตักเตือนว่า ห้ามการเดินเท้า ปั่นรถจักรยาน หรือขี่จักรยานไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ขึ้นทางด่วนผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 3,000-6,000 เหรียญไต้หวัน

ทางด่วนสายที่ 1 ช่วงเป๋ยโต่ว เมืองหยุนหลิน

       การเดินเท้า ขี่จักรยาน จักรยานไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ขึ้นทางด่วนเป็นการกระทำที่อันตรายมาก แต่แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทย หลงขึ้นไปเป็นประจำ อย่างเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ มีแรงงานไทยรายหนึ่ง ทำงานอยู่แถวเขตอูรื่อ นครไทจง ดื่มสุราเมาจนจำทิศทางกลับโรงงานไม่ได้ เดินโซเซขึ้นทางด่วนสาย 74 เชื่อมระหว่างไทจงและจางฮั่ว ท่ามกลางรถยนต์ที่แล่นผ่านไปด้วยความเร็วสูง ทำเอาผู้ขับรถตกใจไปตามๆ กัน ต่างโทรศัพท์แจ้งความ เมื่อตำรวจทางด่วนไปถึง เห็นคนงานไทย น่าจะส่างเมาแล้วหมอบกอดราวเหล็กขอบทางด่วน โดยมีมีอาการเหนื่อยหายใจหอบ ตำรวจเปิดโทรโข่งเรียกให้มา พาขึ้นรถลงจากทางด่วนกลับไปยังโรงพักได้อย่างปลอดภัย และโทรศัพท์แจ้งพี่สาวที่มาตั้งรกรากในไต้หวันมารับกลับไป แม้จะโชคดีไม่เกิดอุบัติเหติ แต่การเดินขึ้นทางด่วนเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎจราจร ถูกปรับ 3,000 เหรียญไต้หวัน

เมื่อเดือนเมษายน 63 มีแรงงานไทยรายหนึ่งเมาจัดเดินขึ้นทางด่วน 5 กม. กอดราวเหล็กข้างทางด้วยอาการผวาและเหนื่อยหายใจหอบ

       ตำรวจทางด่วนเตือนว่า ทางด่วนขึ้นได้เฉพาะรถยนต์เท่านั้น ยานพาหนะชนิดอื่นอย่างจักรยาน จักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งคนเดินเท้าขึ้นไม่ได้ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 3,000-6,000 เหรียญไต้หวัน หากเสียค่าปรับตามกำหนดจะเสียในอัตราเริ่มต้นคือ 3,000 เหรียญไต้หวัน แต่หากไม่ชำระค่าปรับตามเวลากำหนด จะต้องเสียค่าปรับเพิ่มเป็น 6,000 เหรียญไต้หวัน ในอดีตเคยมีแรงงานไทยและเวียดนามหลงทางปั่นรถจักรยานขึ้นทางด่วนมาแล้วหลายครั้ง ถึงขั้นบางคนถูกรถชนเสียชีวิตไปแล้ว จึงเตือนเพื่อนแรงงานไทยต้องระมัดระวัง หลีกเลี่ยงดื่มสุรา อย่าเดินหรือปั่นจักรยานขึ้นทางด่วนเด็ดขาด ไม่เพียงเสียค่าปรับ ที่สำคัญเสี่ยงต่อการถูกรถชน

แรงงานไทยขอบคุณตำรวจช่วยตนลงจากทางด่วนได้อย่างปลอดภัยและขอถ่ายรูปร่วมกับตำรวจไว้เป็นที่ระลึก

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง