:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalชีพจรเศรษฐกิจ ไต้หวันปรับค่าแรงขั้นต่ำ 5.2% ฉลองวันชาติเริ่มปีใหม่ 2565

  • 14 October, 2021
ชีพจรเศรษฐกิจ
ไต้หวันปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 เป็นต้นไป
ชีพจรเศรษฐกิจ
CPI เดือนที่แล้วพุ่ง 2.63% ทุบสถิติ 8 ปี
ชีพจรเศรษฐกิจ
ไต้หวันดีเดย์ ธ.ค. 2564 คุมเข้มสินค้าออนไลน์

๑. ไต้หวันสวนกระแสโควิดปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 5.2% ฉลองปีใหม่ 2022

         เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวดีสำหรับบรรดาผู้ใช้แรงงานทั้งที่เป็นแรงงานท้องถิ่นและแรงงานข้ามชาติ โดยคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทน 4 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล นายจ้าง ลูกจ้างและผู้เชี่ยวชาญ ได้มีมติร่วมกัน ปรับค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจาก 24,000 เป็น 25,250 เหรียญไต้หวัน รายชั่วโมงจาก 160 เป็น 168 เหรียญไต้หวัน หรือคิดเป็นปรับเพิ่มขึ้น 5.2% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีใหม่นี้เป็นต้นไป เรียกว่าเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล ซึ่งในช่วงตลอด 6 ปี ที่ท่านประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ดำรงตำแหน่งผู้นำไต้หวันได้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทุกปี โดยปีนี้เป็นการปรับเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน

         แน่นอนนะครับว่า ฝ่ายนายจ้างคงจะไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในการประชุมวันนั้น ตัวแทนนายจ้างได้แสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลประเมินตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงเกินกว่า 6% ว่า เป็นการประเมินที่เกินความเป็นจริง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะกระทบต่อการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน ขณะนี้แรงงานขาดแคลน วัตถุดิบและต้นทุนค่าประกอบการเพิ่มขึ้นมาก ต้องการให้ระงับการปรับเพิ่มค่าจ้าง ส่วนตัวแทนลูกจ้างแม้จะยอมรับมติแต่ก็แสดงความผิดหวัง เนื่องจากต้องการให้มีการปรับอย่างน้อย 10% จึงจะสามารถทำให้ผู้ใช้แรงงานมีค่าจ้างที่เหมาะสมกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ในที่สุดก็พบกันครึ่งทางที่ปรับเพิ่มขึ้น 5.2% โดยจะต้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

๒. CPI เดือนที่แล้วพุ่ง 2.63% ทุบสถิติใน 8 ปี แต่สำนักบัญชีกลางระบุแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อยังคุมอยู่

         สำนักบัญชีกลาง สภาบริหาร ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ประกาศข้อมูลสถิติดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคหรือ CPI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.63% ทุบสถิติในรอบ 8 ปีครึ่ง แต่เมื่อหักดัชนีราคาพืชผักผลไม้ และพลังงานแล้ว ทำให้ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคที่สำคัญอยู่ที่ 1.74% ทุบสถิติในรอบ 43 เดือน สำนักบัญชีกลางวิเคราะห์ว่า ณ ขณะนี้ในไต้หวันยังไม่ได้อยู่ในสภาพภาวะเงินเฟ้อแต่อย่างใด เพียงแต่เริ่มมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น คาดว่าในเดือนนี้ อาจจะดีขึ้นเล็กน้อย

        ส่วนคณะอนุกรรมการราคาสินค้า สภาบริหารไต้หวันได้จับตาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญ 17 รายการ พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.31% สูงสุดในรอบ 3 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหมูแพงขึ้น 7.15% ทุบสถิติในรอบ 79 เดือ ส่วนเนื้อไก่ก็ปรับเพิ่มขึ้น 3.47% สูงสุดในรอบครึ่งปี

        นายฉาวจื้อหง ผู้ตรวจการประจำสำนักบัญชีกลางไต้หวันวิเคราะห์ว่า  ในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ปัจจัยจากราคาฐานของน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็อยู่ในเดือน ก.ย. เดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ตัวเลขฐานที่นำมาเปรียบเทียบก็ไม่เหมือนกัน และยังได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ราคาพืชผักปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่กล่าวโดยรวมแล้ว หากตัดปัจจัยของฤดูกาลและพืชผัก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาบัตรโดยสารเครื่องบิน ใกล้เคียงกับราคาเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา “ตอนนี้จึงยังไม่มีแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อแต่อย่างใด”

๓. ไต้หวันคุมเข้มสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ ตรวจเข้มตั้งแต่ธันวาคมเป็นต้นไป

           ปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ไต้หวันตรวจพบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร จากสินค้าลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นพิเศษ กลายเป็นความขัดแย้งที่ยากจะแยกออกจากกันได้ระหว่างการอำนวยความสะดวกให้แก่พัสดุภัณฑ์ส่งด่วนผ่านด่านศุลกากรอย่างรวดเร็ว กับการตรวจเข้มโรคติดต่อที่มากับพัสดุภัณฑ์ที่ส่งเข้ามา ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ความปลอดภัยแห่งชาติ ตั้งแต่เดือน ธ.ค. นี้เป็นต้นไป กรมศุลกากรไต้หวันจะทดลองใช้มาตรการตรวจเข้มพัสดุภัณฑ์ที่ส่งมาทางอากาศ จัดระเบียบใหม่เกี่ยวกับการตรวจพัสดุภัณฑ์โดยการจำกัดปริมาณการส่งแบบด่วนมาไต้หวัน

          กรมศุลกากรไต้หวันอธิบายว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ปรึกษาหารือกับผู้ประกอบการโกดังเก็บสินค้าต่าง ๆ แล้ว เกี่ยวกับจำนวนพัสดุที่จะรองรับได้ แล้วให้ผู้จัดการขนส่งทางอากาศเป็นผู้จัดสรรจำนวนการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศเอง จำนนโควต้าในแต่ละสัปดาห์จะมีการพิจารณาปรับตามสถานการณ์ และพิจารณาตามปริมาณเฉลี่ยของพัสดุภัณฑ์ด่วนในขณะนั้น สินค้าพิเศษที่มาจากที่ต่าง ๆ และเวลาในการตรวจรับ เพื่อปรับตัวไปตามสถานการณ์ อย่างในช่วงวันชาติจะเป็นช่วงพีคก็จะเพิ่มจำนวนโควต้ามากขึ้น

         สำหรับในส่วนของสินค้าออนไลน์ ส่งข้ามประเทศ ที่กำลังเป็นนิยมในปัจจุบัน ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนพัสดุภัณฑ์ดวนที่ผ่านด่านศุลกากรด้วยมาตรการอำนวยความสะดวก เพิ่มขึ้นถึง 1.6 เท่า ส่วนความต้องการในการผ่านด่านศุลกากรแบบสะดวกรวดเร็วของบริษัทชิปปิ้งและผู้บริโภคก็เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ ดังนั้น การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าพัสดุเหล่านี้ของกรมศุลกากรก็ทำให้มีพัสดุภัณฑ์อยู่ในสภาพ “รถติด” จนสร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้บริโภค กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างความรวดเร็วกับความปลอดภัยเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ศุลการักษ์บอกตรง ๆ ว่า “เร็วเกินไป ต้องแลกด้วยความปลอดภัยแห่งชาติ”

         ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกและผ่านด่านศุลกากร ก็จะวิธีการตรวจสินค้าที่มาจากที่ต่าง ๆ รวมกันเป็นถุงเดียว สามารถตรวจได้ครั้งละหลายสิบชิ้น แต่ก็ทำให้การเอ็กซเรย์รั่วไหลไปบ้าง จนต้องประกาศห้ามรวมถุงสินค้าเป็นถุงเดียวกันตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน เปลี่ยนเป็นตรวจทีละชิ้น อย่างไรก็ดี แม้การยกเลิกรวมเป็นถุงเดียวกันจะสามารถทำให้การตรวจตรามีความถูกต้องมากขึ้นก็ตาม แต่ในสภาพที่จำนวนพัสดุภัณฑ์ด่วนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงยากที่จะทำให้ “ความรวดเร็วกับความปลอดภัย” ไปด้วยกันได้

          ตั้งแต่ 1 ธ.ค. นี้เป็นต้นไป จะทดลองใช้วิธีการจำกัด “จำนวนรวม” ที่ผ่านมาบทบาทในการควบคุมจำนวนโควต้าของผู้ให้บริการขนส่งสินค้ายังไม่โดดเด่นนัก ในอนาคตจึงจะขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามระเบียบของกรมศุลกากร พิจารณาให้เหมาะสมกับโกดังของตนที่สามารถบรรจุได้ ให้ความร่วมมือกับนโยบายใหม่ของกรมศุลกากร

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง