:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalชีพจรเศรษฐกิจ เคาะแล้ว!!! ไต้หวันขึ้นเงินเดือนข้าราชการตั้งแต่ปีใหม่นี้อีก 4% หวังกระตุ้นเอกชนเดินรอยตาม

  • 04 November, 2021
ชีพจรเศรษฐกิจ
ปธน. โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ประกาศจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิกในการประชุมซัมมิต สหรัฐฯ-อาเซียน
ชีพจรเศรษฐกิจ
นายหลี่ฉุน รองผู้อำนวยการศูนย์ WTO และ RTA สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว ไต้หวัน
ชีพจรเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีซูเจินชาง (กลาง) ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน เคาะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 4% เริ่มปีใหม่นี้

๑. ไต้หวันมีโอกาสเข้าร่วมกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก ที่สหรัฐฯ เสนอมากกว่า CPTPP

      จากการที่สหรัฐฯ ได้เสนอนโยบายที่จะจัดตั้ง “กรอบเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิก” ในการประชุมซัมมิต สหรัฐฯ-อาเซ๊ยน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรวบรวมหุ้นส่วนในอินโดแปซิฟิกเข้าด้วยกัน เพื่อจัดตั้งเป็นแนวร่วมด้านเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบการค้าระหว่างกันให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เสริมความเหนียวแน่นของซัพพลายเชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานแรงงาน และไฟฟ้าสะอาด ซึ่งไต้หวันได้จับตามองเป็นพิเศษ โดยนักวิชาการไต้หวันมีความเห็นว่า โอกาสที่ไต้หวันจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกรอบดังกล่าวตามข้อเสนอของสหรัฐฯ สูงกว่าโอกาสที่ไต้หวันจะได้เข้าเข้าร่วม CPTPP หรือความตกลงการค้าและเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย

      นายหลี่ฉุน รองผู้อำนวยการศูนย์ WTO และ RTA สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว ไต้หวัน ระบุว่า เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ จะเห็นได้ว่า สาระสำคัญของแนวคิดของประธานาธิบดีโจ ไบเดนในเรื่องนี้จะอยู่ที่การปรับโครงสร้างด้านภาษีศุลกากร การลงทุนและการเปิดตลาดภาคบริการ แตกต่างจากรูปแบบเดิมในอดีต เมื่อพิจารณาจากสาระที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว จะเป็นความตกลงที่เสริมซึ่งกันและกัน แต่ในส่วนของการแข่งขันทางการเมืองซึ่งอยู่เบื้องหลังความตกลงดังกล่าว ก็จะเต็มไปด้วยการแข่งขันระหว่างกัน

      หลี่ฉุน มีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้ว การเชิญไต้หวันเข้าร่วมของสหรัฐฯ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ประกอบกับบทบาทสำคัญในฐานะห่วงโซ่ซัพพลายเชนหนึ่งของโลก ทำให้ไต้หวันมีโอกาสสูงที่จะได้เข้าร่วมในกรอบเศรษฐกิจภูมิภาคอินโดแปซิฟิกนี้ มากกว่า CPTPP

      ส่วนประโยชน์ที่ไต้หวันจะได้รับจากการเข้าร่วมกรอบดังกล่าวก็คือ การค้าที่มีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งในอนาคตผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผ่านด่านศุลกากรสินค้าของตน ส่วนสหรัฐฯ ก็อาจจะอาศัยความตกลงอำนวยความสะดวกการค้า WTO เป็นบรรทัดฐาน เสริมความร่วมมือในด้านนี้กับประเทศหุ้นส่วนในอินโดแปซิฟิก หรืออาจจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เต็มไปด้วยความท้าทายร่วมกัน สำหรับในส่วนของมาตรฐานเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น ก็ยิ่งจะสามารถเพิ่มพูนโอกาสที่ไต้หวันจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ ช่วยให้ไต้หวันได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงทีและทันต่อเหตุการณ์

นายหลี่ฉุน รองผู้อำนวยการศูนย์ WTO และ RTA สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว ไต้หวัน

๒. เคาะแล้ว!!! ขึ้นเงินเดือนข้าราชการไต้หวัน 4% ตั้งแต่ปีหน้า ข้าราชการเกษียณก็ได้อานิสงส์ด้วย

       นรม. ซูเจินชาง ของไต้หวัน เคาะการขึ้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ทหาร และครู  4% ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 25 ปี และเป็นการปรับขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน คาดต้องใช้งบประมาณ 31,400 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยส่วนกลางจะรับผิดชอบ 15,300 ล้าน ส่วนท้องถิ่น 16,100 ล้าน สำหรับในส่วนของข้าราชการเกษียณ รัฐบาลไต้หวันก็ยังได้จัดสรรงบประมาณอีกประมาณ 1,000 ล้านเหรียญไต้หวัน สำหรับการปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่ข้าราชการเกษียณทั้งหมด 5 แสนราย  

      สภาบริหารไต้หวัน ระบุว่า แม้จะประสบกับภาวะการระบาดโรคโควิด-19 ในขอบเขตทั่วโลกอย่างรุนแรงแต่เศรษฐกิจไต้หวันยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และได้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนเฉลี่ยภาคเอกชนก็เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการพลเรือน ทหาร และครู ดังนั้นจึงปรับเงินเดือนเพิ่มตั้งแต่ปีใหม่นี้เป็นต้นไป

     สำหรับข้าราชการเกษียณจำนวน 500,000 กว่าคน ก็จะได้รับอานิสงส์ปรับขึ้นเงินบำนาญด้วยเช่นกันเดียวกัน โดยจะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง