:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564

  • 09 July, 2021
ขุนพล แรงงานไทย
นายเหงียนแรงงานเวียดนามจับมือมาเฟียไต้หวัน อุ้มเพื่อนร่วมชาติไปเรียกค่าไถ่ในป่าที่เหมียวลี่ ภรรยาเหยื่อที่เวียดนามจ่ายค่าไถ่แล้ว 1,500 ล้านด่องยังไม่ยอมปล่อยตัวประกัน ขออีก 500 ล้านด่องถูกจับ

1. นายจ้างห้ามแรงงานต่างชาติออกนอกสถานที่ กระทรวงแรงงานชี้ผิดกฎหมาย ลั่นจะเพิกถอนใบอนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติ

      นับตั้งแต่สถานการณ์โควิดในไต้หวันรอบใหม่รุนแรงขึ้น ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันประกาศยกมาตรการป้องกันโรคทั่วประเทศเป็นระดับ 3 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา โดยห้ามหลายกิจการเปิดดำเนินการชั่วคราว ประกอบกับเกิดการระบาดในคลัสเตอร์โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่เมืองเหมียวลี่ มีแรงงานต่างชาติติดโควิดกันกว่า 400 คน เทศบาลเมืองเหมียวลี่ ประกาศห้ามแรงงานต่างชาติออกนอกสถานที่ในยามว่าง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจำกัดสิทธิและเสรีภาพของแรงงานต่างชาติ ซึ่งเทศบาลเมืองเหมียวลี่ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวไปแล้ว เมื่อ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การบริหารดูแลแรงงานต่างชาติของนายจ้าง จะต้องยึดหลักแนวปฏิบัติที่กระทรวงแรงงานจัดทำขึ้น หากมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการเดินทาง กระทรวงแรงงานจะลงโทษนายจ้างในลักษณะฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตว่าจ้างแรงงานต่างชาติได้

แรงงานฟิลิปปินส์ปั่นจักรยานออกนอกโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่เมืองเหมียวลี่

      กระทรวงแรงงานกล่าวว่า นายจ้างต้องดูแลแรงงานต่างชาติตามหนังสือแผนการบริหารความเป็นอยู่แรงงานต่างชาติที่แนบขณะยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติ พร้อมทั้งปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคประกาศ ทั้งนี้  แรงงานต่างชาติในไต้หวันที่ติดเชื้อโควิด ให้ปฏิบัติตามแนวทางการรับมือที่กระทรวงแรงงานจัดทำขึ้น การที่นายจ้างหรือ บจง. ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวหรือบังคับขู่เข็ญผู้อื่นไม่ให้ใช้สิทธิ์ที่พึงมีของตน เข้าข่ายจำกัดเสรีภาพและบังคับข่มขู่ในกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุก 5 ปี และตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งถือเป็น​กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนฉบับหนึ่งที่ผ่านการรับรองโดยสมัชชาสหประชาชาติ มาตรา 12 กำหนดให้ประชาชนที่ถูกกฎหมายในดินแดนประเทศหนึ่ง มีสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวไปมา ดังนั้น จึงเรียกร้องให้นายจ้างและ บจง. ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติสำหรับนายจ้างในการจ้างแรงงานต่างชาติช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ดูแลแรงงานต่างชาติด้วยความเอาใจใส่ เพื่อก้าวข้ามวิกฤตโควิดไปพร้อมกัน

หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย แรงงานฟิลิปปินส์ที่เมืองเหมียวลี่ได้รับอนุญาตออกนอกหอพักได้แล้ว

2. ระวังกลโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ คนงานไทยถูกพี่สะไภ้หลอกยืมบัญชีธนาคารลวงคนไต้หวันโอนเงิน ถูกจับข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน

      ช่วงนี้มีคดีหลอกยืมบัญชีธนาคารในไต้หวันของแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายมาใช้ เพื่อหลอกลวงคนไต้หวันโอนเงินเข้าบัญชี แล้วให้แรงงานต่างชาติเจ้าของบัญชีโอนเงินเข้าธนาคารต่างประเทศตามที่เจาะจง ในลักษณะโอนเงินค่าจ้างกลับประเทศ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าของบัญชี 2-6% มีแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะฟิลิปปินส์แห่ไปหารายได้เสริมกันเยอะ แต่หารู้ไม่ว่าตกเป็นเครื่องมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติถูกจับกันเป็นแถว นอกจากแรงงานฟิลิปปินส์แล้ว แรงงานไทยก็มีปัญหานี้เช่นกัน

ตำรวจจับกลุ่มแรงงานฟิลิปปินส์ถูกกฎหมาย 20 คน ฐานทำหน้าที่ช่วยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติฟอกเงิน

      นายอุทิศ (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี เดินทางมาทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในเถาหยวน เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเงินเดือนออก ได้ไปกด ATM เพื่อรับค่าจ้าง แต่ไม่สามารถจะเข้าได้ และมีข้อความว่าบัญชีถูกอายัด จึงไปสอบถามนายจ้าง ฝ่ายการเงินของนายจ้างก็รู้สึกงงว่า ทำไม่ไม่สามารถโอนเงินค่าจ้างรายเดือนเข้าบัญชีได้ตามปกติ จึงใช้วิธีจ่ายเป็นเงินสดแทน และแรงงานรายนี้จะครบสัญญารอบ 3 และมีกำหนดเดินทางกลับประเทศในวันที่ 21 พ.ค. แต่วันที่ 19 พ.ค. ก่อนการเดินทาง 2 วันก็มีหมายศาลให้ไปรับการสอบสวนที่สำนักงานอัยการเถาหยวนคดีฉ้อโกงและฟอกเงิน

ที่ทำการสำนักงานอัยการเถาหยวน

      คดีนี้มีผู้เสียหายคือนางหง หญิงชาวไต้หวัน เข้าแจ้งความต่อตำรวจว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2563 รู้จักทางเน็ตกับชาวต่างชาติรายหนึ่ง ใช้คารมหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในไต้หวัน โดยอ้างว่าจะส่งสินค้ามาให้ทางพัสดุ แต่หลังจากโอนเงินรวมทั้งหมด 166,000 เหรียญแล้ว ฝ่ายตรงข้ามเงียบหายไป จึงรู้ว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความ จากการตรวจสอบพบบัญชีดังกล่าวเป็นของนายอุทิศ แรงงานไทยถูกกฎหมายที่ทำงานอยู่ในโรงงานแห่งหนึ่งที่จงลี่ พบว่ามีการเบิกถอนเงินและได้โอนเงินเข้าบัญชีในประเทศไทยหลายครั้งๆ ละ 30,000 เหรียญ ทำเป็นลักษณะโอนเงินค่าจ้างกลับบ้าน เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ

ที่ทำการสำนักงานอัยการและศาลยุติธรรมเถาหยวนแห่งใหม่

      จากการสอบปากคำ นายอุทิศปฏิเสธข้อหาร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงผู้อื่นและฟอกเงิน แต่ยอมรับสารภาพว่า เมื่อเดือนมีนาคมปี 2563 มีพี่สะใภ้ ซึ่งเป็นภรรยาของลูกพี่ลูกน้องชื่อว่า นางรจนา หวง ขอยืมใช้บัญชีธนาคารของตน โดยบอกว่า มีเพื่อนจะโอนเงินเข้าบัญชี เมื่อเงินเข้าบัญชีแล้ว ขอให้ช่วยถอนและโอนเข้าบัญชีธนาคารด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ ตนไม่รู้จักปฏิเสธ และไม่ได้ถามว่าเป็นเงินค่าอะไร ทุกครั้งที่มีเงินเข้าบัญชี จะได้รับแจ้งจากพี่สะใภ้ ตนจะไปถอนออกและช่วยโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ประเทศไทยตามที่พี่สะใภ้ระบุ จำนวนหลายครั้งจนจำไม่ได้ว่ากี่ครั้งแล้ว และหลังจากโอนหมดแล้วก็ไม่สามารถติดต่อกับพี่สะใภ้ได้ โดยไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน แต่อัยการไม่เชื่อว่านายสุพิศจะไม่มีส่วนรับรู้พฤติกรรมผิดกฎหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติดังกล่าว เพราะสามารถถอนเงินทั้งหมดเป็นก้อนครั้งเดียวและโอนกลับไปเป็นก้อนครั้งเดียวได้ แต่กลับใช้วิธีหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ถอนเงินเป็นครั้ง ครั้งละ 30,000 เหรียญและทยอยโอนเข้าบัญชีธนาคารไทยนับเป็นสิบครั้ง 

สถานีตำรวจเถาหยวน

      อัยการกล่าวว่า จากการตรวจสอบ นายอุทิศได้รับการประสานติดต่อจากขบวนการต้มตุ๋นข้ามชาติตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 และยินยอมให้ยืมบัญชีธนาคารในไต้หวันของตน เมื่อมีชาวไต้หวันตกเป็นเหยื่อโอนเงินเข้าบัญชี จะช่วยถอนออกมาและโอนเข้าบัญชีในธนาคารไทย เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ใช้วิธีทยอยถอนและโอนครั้งละ 30,000 เหรียญ เพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นการโอนเงินค่าจ้างรายเดือนกลับบ้าน และนอกจากนางหงแล้ว ยังมีชาวไต้หวันที่ตกเป็นเหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีของแรงงานไทยรายนี้อีก 2-3 ราย รวมเงินผู้เสียหายประมาณ 400,000 เหรียญไต้หวัน

      ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ต้องรอการพิจารณาตัดสินของศาล จากคดีนี้ ขอเตือนแรงงานไทย ต้องระวัง อย่ารับจ้างเปิดบัญชีธนาคารหรือยอมให้ผู้อื่นเอาบัญชีธนาคารของตนไปใช้ หากบัญชีนั้นถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ในทางทุจริตอาจมีโทษทางกฎหมาย ท่านจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำผิดอาญา หรือขบวนการฟอกเงิน หรือการฉ้อโกงบุคคลอื่นๆ เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นหนึ่งในความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเงิน 500,000 เหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. อ้างทำธุรกิจชอปปิงออนไลน์ แรงงานฟิลิปปินส์จ่ายค่าตอบแทน 2-6% ยืมใช้บัญชีธนาคารเพื่อนร่วมชาติ ที่แท้เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 3 เดือนหลอกเงินไปกว่า 5 ล้านเหรียญถูกจับ

      แรงงานฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาจีนว่าอาเต๋อ อายุ 39 ปี เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันกับโรงงานแห่งหนึ่งในเถาหยวน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติทาบทามให้เข้าร่วมขบวนการนอกกฎหมาย แรงงานฟิลิปปินส์รายนี้ ได้ชักชวนเพื่อนร่วมงาน โดยอ้างว่า ตนหารายได้เสริมด้วยการทำธุรกิจชอปปิงออนไลน์ แต่กลัวว่าเงินขายสินค้าโอนเข้าบัญชีเดียวจำนวนมากจะมีปัญหา จึงขอยืมใช้บัญชีธนาคารของเพื่อนร่วมชาติ เมื่อเงินค่าสินค้าโอนเข้าและช่วยถอนออกมาแล้ว ตนจะมีจ่ายค่าตอบแทน 2-6% ของจำนวนเงินที่โอนเข้าบัญชี แรงงานฟิลิปปินส์จำนวนมากแรกๆ เกรงจะผิดกฎหมาย แต่เห็นเพื่อนที่ให้ยืมบัญชีธนาคาร ได้รับผลตอบแทนงามตามที่นายอาเต๋ออ้าง ประกอบกับส่วนใหญ่จะชักชวนผู้ที่ทำงานตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือน ออกนอกบ้านไปเบิกถอนเงินจากตู้ ATM และโอนเงินที่ร้านเข้าบัญชีในฟิลิปปินส์ตามที่เจาะจงค่อนข้างสะดวก ทำให้มีการบอกกันปากต่อปาก หารายได้เสริมด้วยการให้ยืมบัญชีธนาคารเพิ่มมากขึ้น

ตำรวจจับกุมแรงงานหญิงชาวฟิลิปปินส์ (ขวา) ช่วยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฟอกเงิน

      ตำรวจติดตามความเคลื่อนไหวของนายอาเต๋อมานานแล้ว เมื่อได้โอกาสจึงเข้าจับกุม รวบนายอาเต๋อ หัวโจกและแรงงานฟิลิปปินส์รวม 8 คน เป็นแรงงานเพศหญิง 6 คน เพศชายรวมนายอาเต๋ออีก 2 คน พบว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นายอาเต๋อและแรงงานฟิลิปปินส์ช่วยแก๊งคอลเซ็นเตอร์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ฟิลิปปินส์แล้วกว่า 5 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่จากการสอบปากคำ นายอาเต๋ออ้างว่า ไม่รู้จักและไม่รู้วิธีติดต่อกับสมาชิกระดับสูง ตนเป็นเพียงผู้คอยรับคำสั่งเพียงฝ่ายเดียว ให้ไปรับเงินจากบัญชีไหนและโอนเข้าบัญชีใด แต่ตำรวจไม่เชื่อและเห็นว่า นายอาเต๋อให้การโดยพูดจาอ้อมค้อม ไม่ได้พูดความจริง นอกจากส่งดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกง ร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายและฟอกเงินแล้ว ยังขยายผลติดตามสมาชิกแก๊งคอลเซนเตอร์ที่อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีต่อไป

ยึดเงินสดของกลางและโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

      เนื่องจากไต้หวันตรวจเข้มในเรื่องการฟอกเงินและการต้มตุ๋นเงินผ่านธนาคาร แก๊งคอลเซ็นเตอร์หัวใส อาศัยแรงงานฟิลิปปินส์ที่อยากหารายได้เสริมด้วยการยอมให้ใช้บัญชีเงินฝาก มีการจับในคดีทำนองนี้มากขึ้น อย่างเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม เพิ่งจะมีการจับแรงงานฟิลิปปินส์ 20 คน หาลำไพพิเศษขายบัญชีธนาคารและช่วยฟอกเงิน จากนั้นเป็นต้นมา ตำรวจมีการขยายผลเพื่อตรวจสอบหาผู้บงการอยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดี นำไปสู่การทะลายคดีดังกล่าว

ตำรวจประชาสัมพันธ์ให้แรงงานฟิลิปปินส์บริเวณโบสถ์และสถานีรถไฟไทเป เตือนให้ระวังตกเป็นเครื่องมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

4. แรงงานเวียดนามจับมือมาเฟียไต้หวัน อุ้มเพื่อนร่วมชาติไปเรียกค่าไถ่ในป่าที่เหมียวลี่ ภรรยาเหยื่อที่เวียดนามจ่ายค่าไถ่แล้ว 1,500 ล้านด่องยังไม่ยอมปล่อยตัวประกัน ขออีก 500 ล้านด่องถูกจับ

      นายเหงียน แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย อิจฉานายหว่าง ซึ่งเป็นแรงงานเวียดนามเช่นกัน ทำงานในไต้หวันมาหลายปี แต่ละเดือนมีรายได้สูง ร่วมกับนายหลิน มาเฟียชาวไต้หวันจากแก๊งเทียนเต้าเหมิง และพรรคพวกแรงงานเวียดนามอีก 4 คน ใช้เชือกมัดนายหว่างจับไปทรมานและเรียกค่าไถ่จากภรรยาซึ่งอยู่ที่เวียดนามผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นเงิน 1,500 ล้านด่องหรือประมาณ 2.1 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่หลังภรรยาเหยื่อจ่ายเงินค่าไถ่โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เวียดนามตามกำหนดแล้ว นายเหงียนและพวกกลับไม่ยอมปล่อยตัวประกัน ขอค่าไถ่เพิ่มอีก 500 ล้านด่องหรือประมาณ 700,000 เหรียญไต้หวัน ยังดีที่นายหว่างฉวยโอกาสที่กลุ่มผู้ร้ายเผลอดิ้นจนเชือกหลุดหลบหนีออกมาได้และเข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจ ตำรวจกองปราบปรามอาชญากรรมตามจับกลุ่มผู้ร้ายทั้ง 6 คนมาดำเนินคดี

นายเหงียนแรงงานเวียดนามจับมือมาเฟียไต้หวัน อุ้มเพื่อนร่วมชาติไปเรียกค่าไถ่ในป่าที่เหมียวลี่ ภรรยาเหยื่อที่เวียดนามจ่ายค่าไถ่แล้ว 1,500 ล้านด่องยังไม่ยอมปล่อยตัวประกัน ขออีก 500 ล้านด่องถูกจับ

      รายงานกล่าวว่า นายหว่างเดินทางมาทำงานก่อสร้างที่ไต้หวันหลายปี จนมีฝีมือและรู้จักกับผู้รับเหมา เริ่มเป็นผู้รับเหมารายย่อยในไซต์งานต่างๆ หลายแห่ง ขณะเดียวกันยังรับจัดหาแรงงานให้กับผู้รับเหมารายย่อยอื่นๆ กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงการผู้รับเหมายรายย่อยทั่วไป และนี่เอง ทำให้นายหว่างมีรายได้ดี กลายเป็นเป้าหมายการลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ของแรงงานชาติเดียวกัน

ตำรวจจับผู้ต้อหาจับแรงงานเวียดนามไปเรียกค่าไถ่ในป่าที่เหมียวลี่ ภรรยาเหยื่อที่เวียดนามจ่ายค่าไถ่แล้ว 1,500 ล้านด่องยังไม่ยอมปล่อยตัวประกัน ขออีก 500 ล้านด่อง

      โฆษกตำรวจกล่าวว่า นายเหงียน อายุ 28 ปี แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายที่เป็นหัวโจกการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งนี้ขณะให้การอ้างว่า เคยมีเรื่องพิพาทกับนายหว่างมาก่อน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา จึงขอความช่วยเหลือจากนายหลิน มาเฟียชาวไต้หวัน พร้อมด้วยเพื่อนร่วมชาติอีก 4 คน ไปจับตัวนายหว่างจากบ้านเช่าอุ้มขึ้นรถไป ไม่เพียงใช้เชือกมัดเหยื่ออย่างแน่นหนา ยังใช้สก็อตเทปปิดปาก ป้องกันการดิ้นหลุดและส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ พาไปทรมานในป่าลึกของเมืองเหมียวลี่ ระหว่างนั้น ได้ใช้มือถือของเหยื่อติดต่อกับภรรยาที่เวียดนาม เรียกค่าไถ่ 1,500 ล้านด่องหรือประมาณ 2.1 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่หลังภรรยาเหยื่อกลัวสามีจะเป็นอันตราย รีบหาเงินจ่ายเงินค่าไถ่โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เวียดนามตามกำหนดแล้ว นายเหงียนและพวกกลับไม่ยอมปล่อยตัวประกัน และขอค่าไถ่เพิ่มอีก 500 ล้านด่องหรือประมาณ 700,000 เหรียญไต้หวัน ยังดีที่วันต่อมานายหว่างฉวยโอกาสที่กลุ่มผู้ร้ายเผลอหนีรอดออกมาได้ วิ่งหนีออกจากป่าไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในเมืองเหมียวลี่ เมื่อวันที่ 20-23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตำรวจทยอยตามจับนายเหงียนและพวกทั้ง 6 คนมาดำเนินคดี ข้อหาลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ทำร้ายร่างกายและข่มขู่ผู้เสียหาย

โฆษกตำรวจแถลงผลทลายคดีจับแรงงานเวียดนามไปเรียกค่าไถ่ ภรรยาเหยื่อที่เวียดนามจ่ายค่าไถ่แล้ว 1,500 ล้านด่องยังไม่ยอมปล่อยตัวประกัน ขออีก 500 ล้านด่อง

      ตำรวจกล่าวว่า สำหรับนายหลินเป็นสมาชิกของเทียนเต้าเหมิง แก๊งมาเฟียในไต้หวัน จับมือกับแรงงานเวียดนาม อาศัยช่วยสถานการณ์โควิดระบาด แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจำนวนมากตกค้างอยู่ในไต้หวัน ชักชวนมากู้เงิน แต่คิดดอกเบี้ยแพงสุดโหด เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินตามกำหนดได้ จะใช้วิธีจับตัวไปทรมานบีบบังคับให้ญาติพี่น้องที่บ้านจ่ายเงินเข้าบัญชีธนาคารในเวียดนาม หลบเลี่ยงปัญหาการตรวจสอบผ่านเส้นทางการเงินของธนาคาร ตำรวจกล่าวเตือนว่า การกู้ยืมเงิน อาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งมาเฟียได้ จึงต้องระมัดระวัง

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง